หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อมูลท่องเที่ยว - จังหวัดอุบลราชธานี  (อ่าน 8201 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« เมื่อ: มีนาคม 04, 2010, 04:53:59 PM »

ข้อมูลทั่วไป

เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์

      อุบลราชธานี เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี เล่ากันว่า ท้าวคำผง ท้าวทิศพรหม และท้าวคำบุตร พระวอ พระตา หนีภัยสงครามจากพระเจ้าสิริบุญสาร เจ้าแห่งนคร เวียงจันทน์เจ้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราชและต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณดงอู่ผึ้ง ใกล้กับแม่น้ำมูล ครั้นพ.ศ. 2323 พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาราชสุภาวดี เชิญตราพระราชสีห์มาพระราชทานนามเมืองว่า “อุบลราชธานี” ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระปทุมวงศา” เมืองอุบลราชธานีมีเจ้าเมืองสืบกันมาถึง 4 คน ตราบจนถึงปีพ.ศ. 2425 จึงได้มีการแต่งตั้งข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวัดมาปกครองดูแลจนถึงทุกวันนี้

อุบลราชธานีตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 629 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงและภูเขา มีแม่น้ำมูลไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ และมีหน้าผาหินทรายบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและลาว

จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ประมาณ 15,744 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 25 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชำราบ เดชอุดม บุณฑริก นาจะหลวย น้ำยืน พิบูลมังสาหาร โขงเจียม ศรีเมืองใหม่ ตระการพืชผล เขมราฐ ม่วงสามสิบ เขื่องใน กุดข้าวปุ้น ตาลสุม โพธิ์ไทร สำโรง สิรินธร ดอนมดแดง ทุ่งศรีอุดม อำเภอนาเยีย อำเภอนาตาล อำเภอเหล่าเสือโก้ก อำเภอสว่างวีระวงศ์และอำเภอน้ำขุ่น

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดอำนาจเจริญ
ทิศใต้ ติดกับราชอาณาจักรกัมพูชา ตามแนวเทือกเขาบรรทัด
ทิศตะวันออก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดยโสธรและจังหวัดศรีสะเกษ

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

ททท.สำนักงานอุบลราชธานี (อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร) อ.เมือง อุบลราชธานี โทร. 0 4524 3770, 0 4525 0714
ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี โทร. 0 4524 4875
ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 0 4524 5505, 1155
ตำรวจทางหลวง โทร. 0 4531 3220
ท่าอากาศยานอุบลราชธานี โทร. 0 4524 4073
สถานีขนส่งแห่งที่ 1 โทร. 0 4524 4450
สถานีขนส่งแห่งที่ 2 โทร. 0 4531 5346
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โทร. 0 4524 4470
โรงพยาบาลราชเวช โทร. 0 4528 0048
โรงพยาบาลอุบลรักษ์ โทร. 0 4526 6300
โรงพยาบาลเซ็นทรัลเมโมเรียล โทร. 0 4525 4721
สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี โทร. 0 4525 5505, 0 4525 4218
สถานีรถไฟอุบลราชธานี โทร. 0 4532 1004

Link ที่น่าสนใจ

ททท. สำนักงานอุบลราชธานี (อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร)
http://www.tourismthailand.org/ubonratchathani  
สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี
http://www.ubonratchathani.go.th
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2010, 04:50:21 PM โดย Thailand Holiday Club » บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 10:51:32 PM »

ข้อมูลการเดินทาง

รถยนต์
     ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ไปสระบุรี เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 24 (สายโชคชัย-เดชอุดม) ไปจนถึงอุบลราชธานี หรือใช้ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี

รถไฟ
     จากสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) และสถานีบางซื่อ มีรถด่วน และรถเร็ว สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ทุกวัน และยังมีรถธรรมดาจากนครราชสีมา-อุบลราชธานี และสุรินทร์-อุบลราชธานี อีกด้วย รายละเอียดสอบถามได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020 www.railway.co.th

รถโดยสารประจำทาง
     มีทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกวันสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 0 2936 2852-66 ที่อุบลราชธานี โทร. 0 4524 1831 www.transport.co.th นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนที่เปิดบริการเดินรถได้แก่ เชิดชัยทัวร์ โทร. 0 2936 0611 มงคลทัวร์ โทร.0 2936 3638-9 นครชัยแอร์ โทร. 0 2936 3900 และศิริรัตนพล โทร. 0 2936 0278นอกจากนี้ บริษัทขนส่งยังมีบริการรถโดยสารระหว่างอุบลราชธานีและเมืองปากเซ สปป.ลาวทุกวัน

เครื่องบิน
    -  การบินไทย  สอบถามเที่ยวบิน โทร. 0 2356 1111, 0 2628 2000 www.thaiairways.com
   -  สายการบินแอร์ เอเชีย โทร. 0 2515 9999 www.airasia.com  
    - หรือที่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี โทร. 0 4531 3340-3

รถเช่า  
บัดเจ็ท รถเช่า สาขาสนามบินอุบลราชธานี  
โทร. 0 4524 0507  โทรสาร 0 4524 0508  อีเมล์  bracubp@budget.co.th
ช.วัฒนา
269 ถ.สุริยาตร์  อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
โทร. 0 4521 4906 , 0 4524 2202

การคมนาคมภายในตัวจังหวัด จ.อุบลราชธานี
การเดินทางจากอำเภอเมืองอุบลราชธานีไปยังอำเภอต่าง ๆ
 
อำเภอวารินชำราบ 2 กิโลเมตร  
อำเภอสว่างวีระวงศ์ 23 กิโลเมตร  
อำเภอเหล่าเสือโก๊ก 27 กิโลเมตร  
อำเภอสำโรง 28 กิโลเมตร  
อำเภอตาลสุม 32 กิโลเมตร  
อำเภอม่วงสามสิบ 34 กิโลเมตร  
อำเภอดอนมดแดง 35 กิโลเมตร  
อำเภอนาเยีย 35 กิโลเมตร  
อำเภอเขื่องใน 38 กิโลเมตร  
อำเภอเดชอุดม 45 กิโลเมตร  
อำเภอพิบูลมังสาหาร 45 กิโลเมตร  
อำเภอตระการพืชผล 50 กิโลเมตร  
อำเภอทุ่งศรีอุดม 74 กิโลเมตร  
อำเภอกุดข้าวปุ้น 76 กิโลเมตร  
อำเภอสิรินธร 80 กิโลเมตร  
อำเภอศรีเมืองใหม่ 83 กิโลเมตร  
อำเภอบุณฑริก 87 กิโลเมตร  
อำเภอนาตาล 93 กิโลเมตร  
อำเภอน้ำขุ่น 97 กิโลเมตร  
อำเภอโพธิ์ไทร 99 กิโลเมตร  
อำเภอนาจะหลวย 100 กิโลเมตร  
อำเภอเขมราฐ 108 กิโลเมตร  
อำเภอโขงเจียม 110 กิโลเมตร  
อำเภอน้ำยืน 110 กิโลเมตร  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 06, 2010, 10:56:03 PM โดย Thailand Holiday Club » บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 10:52:42 PM »

แผนที่สำคัญในจังหวัด

แผนที่ท่องเที่ยว จ.อุบลราชธานี



แผนที่ตัวเมืองอุบลราชธานี



แผนที่ อ.โขงเจียม

บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 10:58:24 PM »

สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

หอไตรหนองขุหลุ

ตั้งอยู่ที่บ้านขุหลุ ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล เป็นหอไตรที่ตั้งอยู่ในหนองน้ำ หนองขุหลุ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2459-2461 โดยหลวงปุ่สิงห์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย  ตัวอาคารหอไตรเป็นสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นอีสาน สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ภายในเป็นห้องทึบสำหรับเก็บคัมภีร์ใบลาน มีประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศใต้ทางเดียวเท่านั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และคันทวยทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายแสดงถึงฝีมือของช่างท้องถิ่น


ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านสิรินธร

ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองชาด ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร ริมเส้นทางก่อนถึงอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นสถานที่เลี้ยงและอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านที่เคยใช้เป็นพาหนะในชีวิตประจำวันในอดีตให้คงอยู่ไม่สูญหายไป  ลักษณะเป็นม้าขนาดเล็ก ตัวโตเต็มที่สูงประมาณ 120 เซนติเมตร  มีการจัดบริการท่องเที่ยวขี่ม้าชมธรรมชาติ (จำกัดน้ำหนักผู้ขี่ไม่เกิน 65 กิโลกรัม) และให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยง การฝึกม้าพันธุ์พื้นเมือง และบริการโฮมสเตย์ พักในบ้านพัก เต็นท์ หรือกระท่อม และนำเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง ต้องติดต่อล่วงหน้าที่ 111 บ้านหนองชาด ต. คำเขื่อนแก้ว อ. สิรินธร จ. อุบลราชธานี 34350 โทร. 08-1955-8369 หรือ 08-9584-5117


อุทยานแห่งชาติผาแต้ม



ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทรมีพื้นที่ติดกับประเทศลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน มีพื้นที่ประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชันซึ่งเกิดจากการแยกตัวของผิวโลก สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง มีหินทรายลักษณะแปลกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงามขึ้นอยู่ตามลานหิน การเดินทางจากอำเภอโขงเจียมใช้เส้นทาง 2134 ต่อด้วยเส้นทาง 2112 แล้วแยกขวาไปผาแต้มอีกราว 5 กิโลเมตร รวมระยะทางจากโขงเจียมประมาณ 18 กิโลเมตร สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่
 
เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอย กรวด ทราย อยู่ในเนื้อหิน ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อน ชาวบ้านบริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า “เสาเฉลียง” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “สะเลียง” ที่หมายถึง “เสาหิน”
 
ผาแต้มและผาขาม เป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ บริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ 170 เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมดประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน ด้านตรงข้ามผาแต้มคือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนทำให้ผาแต้ม เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่หมู่บ้านเวินบึกที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงไม่ไกลจากบริเวณแม่น้ำสองสีมากนัก ซึ่งทุกวันนี้จะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
 
ถ้ำมืด ตั้งอยู่ที่บ้านซะซอม ตามทางหลวงหมายเลข 2112 เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านทุ่งนาเมือง ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 6 เมตร ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปไม้แกะสลักเรียงรายกันมากมาย แสดงว่าคงจะเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน
 
น้ำตกสร้อยสวรรค์ ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากตัวอำเภอโขงเจียมประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่เกิดจากลำธาร 2 สายคือห้วยสร้อยและห้วยไผ่ที่ไหลจากหน้าผาคนละมาบรรจบกันซึ่งสูงประมาณ 20 เมตร มองดูคล้ายสร้อยที่แขวนคอ บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณมีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำตกสร้อยสวรรค์จะสวยงามมากในช่วงปลายฤดูฝนเช่นเดียวกับน้ำตกอื่น ๆ ในบริเวณนี้
 
น้ำตกทุ่งนาเมือง ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ ประมาณ 13 กิโลเมตร โดยมีทางแยกขวาจากบ้านนาโพธิ์กลางไป 10 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสวยงาม ไหลลดหลั่นลงมาตามโขดหิน ชั้นบนสูงสุดประมาณ 25 เมตร บริเวณโดยรอบมีดอกไม้ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม-ธันวาคม
 
น้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกรู) ก่อนถึงน้ำตกทุ่งนาเมือง 1 กิโลเมตร มีทางแยกขวาที่บ้านทุ่งนาเมืองไปน้ำตกแสงจันทร์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามและมีลักษณะพิเศษ เกิดจากลำห้วยเล็ก ๆ บนลานหินไหลลอดผ่านหน้าผาหินที่มีลักษณะเป็นรูลงสู่เพิงผาด้านล่าง หากเดินทางมาชมตอนช่วงเที่ยงวัน ซึ่งแสงอาทิตย์ลอดผ่านรูพอดีจะมองเห็นสายน้ำตกเหมือนแสงจันทร์

ป่าดงนาทาม อยู่ในบริเวณภูนาทามทางตอนเหนือของอุทยานฯ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติป่าไม้ ภูผาและแม่น้ำโขง ซึ่งจุดที่น่าสนใจได้แก่ ลานหิน พลานถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ สนสองใบ น้ำตกห้วยพอก ผาชนะได (จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม) ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโตน หินโยกมหัศจรรย์ (มีน้ำหนัก 50 ตันแต่โยกได้ด้วยคนเดียว)  ภูจ้อมก้อม ถ้ำปาติหารย์ ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ตามหลืบผา เป็นต้น  หมายเหตุ บริเวณป่าดงนาทามปิดตั้งแตวันที่ 1 กค.-30 กย.ของทุกปี
          สำหรับการท่องเที่ยวตามฤดูกาลต่าง ๆ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน จะเหมาะในการชมดอกไม้ตามลานหินเช่น เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมร และทุ่งดอกไม้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา มณีเทวา ทิพเกสร สรัสจันทร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี  น้ำตกที่มีน้ำมากช่วงกันยายนถึงธันวาคมและทะเลหมอกริมโขง ส่วนในช่วงเดือนฤดูแล้งมกราคม-มีนาคม จะเหมาะในการชมป่าไม้เปลี่ยนสี ดอกไม้หน้าแล้ง อาทิ ต้นรัง ตะแบกเลือด พุดผา ช้างน้าว และล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำโขงระหว่างบ้านปากลา-คันท่าเกวียน
นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการเดินป่าดงนาทามได้ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแต้ม หรือที่อบต.นาโพธิ์กลาง (โทร. 0 4538 1063)
 
วัดภูอานนท์ อยู่ทางทิศเหนือของบ้านซะซอม ห่างจากถนนหมายเลข 2112 ที่บ้านนาโพธิ์กลาง ประมาณ 10 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงสะดวก ภายในบริเวณวัดมีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ลานหิน รอยเท้าใหญ่ ตุ่มหินธรรมชาติ ภาพเขียนสีศิลปะถ้ำ เป็นต้น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในช่วงสั้นๆ

ค่าเข้าชมอุทยานฯ  คนไทย ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท เด็ก คนละ 20 บาท ขาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท เด็ก คนละ 100 บาท
 
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ยังไม่มีบริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ประสงค์จะค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มต้องเตรียมอุปกรณ์และเตรียมอาหารในการพักแรมมาเองและต้องกางเต็นท์ในที่ซึ่งอุทยานฯ จัดเตรียมไว้ให้ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตู้ปณ. 5 อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 34220 โทร. 0 4531 8026, 0 4524 6332 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th


อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ



มีพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ในเขตอำเภอสิรินธรและอำเภอโขงเจียม ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขาเตี้ยๆ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง ต้นไม้ในป่ามีลักษณะแคระแกรน บางส่วนเป็นทุ่งหญ้า ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ การเดินทางสามารถไปได้สองเส้นทางคือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 217 (อุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ประมาณ 75 กิโลเมตร) แล้วแยกซ้ายไปตามเส้นทาง 2173 อีก 13 กิโลเมตร ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือใช้ทางหลวงหมายเลข 2222 ผ่านอ.โขงเจียมประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วข้ามแม่น้ำมูลไปอีก 12 กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางที่ข้ามสันเขื่อนปากมูลก็ได้(กรณีที่เขื่อนเปิด) ในเขตอุทยานฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวดังนี้
ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะที่เกิดขวางแม่น้ำมูล มีความกว้างประมาณ 450 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร มีสะพานแขวนทอดข้ามทั้ง 2 ด้านของเกาะทางตอนเหนือของดอนตะนะมีหาดทรายเหมาะแก่การพักผ่อน บนดอนตะนะยังมีป่าอยู่ทั่วไปเป็นสภาพป่าดงดิบแล้งมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีการทำประมงของชาวบ้านรอบๆเกาะ
แก่งตะนะ เป็นแก่งกลางลำน้ำมูลที่ใหญ่ที่สุด กลางแก่งตะนะมีโขดหินมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่เกิดจากลำน้ำมูลทั้งสองสายที่เชี่ยวกรากและจะกัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ 1 เมตร ถ้าสังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ นอกจากนี้ยังมีโพรงถ้ำใต้น้ำหลายแห่งจึงทำให้มีปลามาอาศัยบริเวณแก่งตะนะชุกชุม ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยวคือเดือนมกราคม-พฤษภาคม จุดชมวิวแก่งตะนะที่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวแก่งตะนะฝั่งซ้าย (อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำมูล) ที่บริเวณทางไปถ้ำเหวสินธุ์ชัย
สะพานแขวน เป็นสะพานที่เชื่อมจากฝั่งแม่น้ำมูลดอนตะนะโครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำมูลเหนือแก่งตะนะและใช้เดินข้ามเข้าไปชมธรรมชาติบนดอนตะนะได้อย่างเพลิดเพลิน
ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาใน เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล อดีตเคยมีพระพุทธรูปทองคำ เงินและไม้เป็นจำนวนมากแต่ใน ปัจจุบันได้หายไปแล้วมีแท่นศิวลึงค์ (ฐานโยนี)และแนวอิฐซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในราวศตวรรษที่ 12-13
ลานผาผึ้ง เป็นพลาญหินทรายและเป็นหน้าผาชันโดยหน้าผาจะหันหน้าสู่ด้านทิศตะวันออกเหมาะแก่การชมวิวช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและสามารถมองวิวประเทศลาวได้ ลานผาผึ้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 1.5 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงหรือจะเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเลียบฝั่งแม่น้ำมูลได้เช่นกัน
 
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร อยู่บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำมูล ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 500 เมตร มีเส้นทางเดินเลียบผาระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ผ่านจุดชมพืชพันธุ์ ไลเคนส์ มอส เฟิร์น ถ้ำพระและน้ำตกรากไทร เหมาะสำหรับการเดินป่าชมธรรมชาติในช่วงเวลาสั้นๆ
 
น้ำตกตาดโตน ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2173 ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข 217 เข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง เกิดจากลำห้วยตาดโตน ไหลผ่านลานหินแล้วตกลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ มีน้ำเย็นใสสะอาด บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ

ค่าเข้าอุทยานฯ ผุ้ใหญ่ คนละ 20 บาท เด้ก คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 100 บาท เด็ก คนละ 50 บาท
 
บริเวณที่ทำการอุทยานฯมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวรายละเอียดติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะโทร. 0 4524 9802, 0 4244 2002 www.dnp.go.th

*ภาพจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2010, 04:54:33 PM โดย Thailand Holiday Club » บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 11:02:53 PM »

ร้านและแหล่งจำหน่ายของที่ระลึก

ศูนย์สินค้าเศรษฐกิจชุมชน 
จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองขึ้นชื่อของจังหวัดอุบลราชธานี
ที่อยู่ : 7 ถ.แจ้งสนิท, ต.ในเมือง, อ.เมือง, จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4525 0248-9 
 
ศรีณรงค์หมูยอ
จำหน่ายหมูยอ
ที่อยู่ : 167 ถ.ศรีณรงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4524 2613 
 
วัฒนศิลป์เครื่องเงิน
ร้านค้าจำหน่ายเครื่องเงิน
ที่อยู่ : ถ. ราชบุตร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4526 1301, 0 4525 5661

เมย์บี
จำหน่ายผ้าฝ้ายทอมือ
ที่อยู่ : 124 ถ.ศรีณรงค์, อ.เมือง, จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4525 4452

นงเยาว์หมูยอ
ร้านจำหน่ายเฉพาะหมูยอ
ที่อยู่ : 197 ถ.ศรีณรงค์, อ.เมือง, จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4524 2632 
 
ตองหนึ่ง
ร้านจำหน่ายหมูยอ
ที่อยู่ : 72-74 ถ.พโลชัย, อ.เมือง, จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4526 1552 
 
ดอกแก้ว
ร้านจำหน่ายไหมไทย
ที่อยู่ : 56/1 ถ.ศรีณรงค์, อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4526 0149 
 
แค้มป์
ที่อยู่ : ถนนเทพโยธี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4524 1821 
 
คำปุน
ที่อยู่ : ถนนราชบุตร หน้าตลาดใหญ่ ริมแม่น้ำมูล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4525 5701 
 
ดาวทองหมูยอ
ที่อยู่ : ถนนศรีณรงค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
โทรศัพท์ : 0 4525 5131
บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 11:06:22 PM »

วัฒนธรรมประเพณี

ประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ 

ประวัติ / ความเป็นมา
          เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี หรืออาญาสี่ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร ถือเป็นราชสกุลมาแต่เมืองเชียงรุ้ง แสนหวีฟ้า เมื่อท่านเหล่านี้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ให้เชิญศพขึ้น เมรุรูปนกหัสดีลิงค์ (นกหัสดีลิงค์ เป็นนกในวรรณคดีอีสาน มีฤทธิ์อำนาจ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านาย เชียงรุ้ง แสนหวีฟ้า ดูรายละเอียดใน บำเพ็ญ ณ อุบล เรื่องประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ เอกสาร พิมพ์ดีด)  หรือนกสักกะไดลิงค์ แล้วชักลากออกไปบำเพ็ญกุศลที่ทุ่งศรีเมืองเป็นเวลา 5 วัน จึงเผาศพ การทำศพแบบนกหัสดีลิงค์นั้นจำกัดเฉพาะกลุ่มเจ้านายเชื้อสายจำปาศักดิ์เท่านั้น ผู้ไม่ใช่เจ้านายไม่อนุญาตให้ทำศพแบบนี้ ระยะแรกการเผาศพกระทำที่ทุ่งศรีเมือง ต่อมาภายหลังเมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ปกครองเมืองอุบล ให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพที่ทุ่งศรีเมือง (เข้าใจว่าเกรงจะเป็นการเลียนแบบพระมหากษัตริย์ที่มีการเผาพระบรมศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง จึงโปรดให้ยกเลิกประเพณีนี้เสีย) และอนุญาตให้พระเถระที่ทรงคุณธรรม เมื่อมรณภาพให้จัดประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ได้ด้วย โดยเริ่มจากธรรมบาลผุย หลักคำเมือง เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม เนื่องจากกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงศรัทธาเลื่อมใสท่านธรรมบาลว่าเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความรู้ในพระปริยัติแตกฉานไม่แพ้พระเถระทางกรุงเทพฯ เมื่อท่านธรรมบาล (ผุย) ถึงแก่มรณภาพ เสด็จในกรมสั่งให้สร้างเมรุรูปนกสักกะไดลิงค์ถวายเป็นเกียรติยศให้เผาที่ทุ่งศรีเมือง หลังจากนั้นแล้วไม่มีการเผาศพที่ทุ่งศรีเมืองอีกเลย พระสงฆ์ที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จึงได้รับเกียรติยศให้ขึ้นนกตั้งแต่นั้นมา
สำหรับตำนานการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์กล่าวว่า นครๆ หนึ่งชื่อนครเชียงรุ้งตักกศิลา พระเจ้าแผ่นดินถึงแก่สวรรคต พระมเหสีนำพระบรมศพแห่แหนไปถวายพระเพลิงนอกเมือง นกสักกะไดลิงค์บินจากป่าหิมพานต์มาเห็นเข้าจึงได้โฉบลงแย่งพระศพ พระมเหสีให้ทหารสู้กับนกเพื่อแย่งเอาพระศพคืน ในที่สุดมีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ นางสีดา เป็นบุตรีของมหาราชครู อาสาต่อสู้นกหัสดีลิงค์ เจ้านางสีดามีวิชายิงศรเป็นเยี่ยม ได้ใช้ศรยิงถูกนกใหญ่ตกลงมาถึงแก่ความตาย พระมเหสีจึงให้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพร้อมนกใหญ่ จนกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับเจ้านายเชื้อสายจำปาศักดิ์ว่า เมื่อถึงแก่อนิจกรรมแล้วให้ทำพระเมรุรูปนกประกอบหอแก้วแล้วเชิญศพขึ้นตั้ง ชักลากออกไปบำเพ็ญพระกุศลครบถ้วน 3 วันจึงเผา ก่อนเผาต้องมีพิธีฆ่านกแล้วเผาทั้งศพทั้งนก
   
กำหนดงาน
          เมื่อเจ้านายเชื้อสายจำปาศักดิ์ ตำแหน่งเจ้าเมืองอุบลถึงแก่อสัญกรรม หรือพระเถระที่ทรงคุณธรรม เป็นที่เคารพนับถือแก่ชาวเมืองถึงแก่มรณภาพ สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่  www.tat.or.thfestival
   
กิจกรรม / พิธี
          การสร้างนกจะสร้างจากไม้ไผ่มาจักตอก แล้วสานเป็นโครงรูปนก ทำเมรุหอแก้วบนหลังนก สมัยโบราณนิยมสร้างในห้องนกติดพื้นดิน ไม่ยกร้านหรือยกพื้นเหมือนปัจจุบัน เพื่อสะดวกในการเผาศพเมื่อสร้างโครงรูปนกด้วยไม้ไผ่แล้ว ให้นำกระดาษมากรุให้ทั่ว แล้วเขียนลายสีด้วยสีฝุ่นให้เหมือนนกจริงๆ ส่วนสำคัญคือ ส่วนหัวนกจะต้องให้งวงม้วนได้ ตากระพริบได้ หันคอได้ หูแกว่งได้ อ้าปากและร้องได้ สมัยก่อนช่างสำคัญในการทำนก ได้แก่ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (สมจิต  บุญรอด) ญาพ่อมหาเสนาวัดทุ่งศรีเมือง ช่างสาย ช่างสี จนถึงช่างคำหมา (พ่อใหญ่คำหมา แสงงาม) การสร้างนกต้องมีการยกครู เครื่องยกครูมีขัน หมากเบ็งคู่ ขันผ้า ขันแพร เงินฮ้อย เงินฮาง เครื่องเงิน เครื่องคาย เหบ้าไห ไก่ตัว หัวหมูบาย ศรี เครื่องพิณพาทย์ ราดตะโบน ฆ้องกลองประโคม เวลายกยอดเมรุ
การเชิญศพขึ้นสู่หลังนกและจัดกระบวนแห่
         
         ในพิธี ญาติพี่น้องจะแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว เมื่อพร้อมกันแล้วญาติผู้ใหญ่ที่เป็นประธานจะนำขันห้า ประกอบด้วย เทียน 5 คู่ ดอกไม้ 5 คู่ ขอขมาศพ แล้วนำศพสู่เมรุนก เมื่อตั้งศพเรียบร้อยแล้วนิมนต์พระเถระทั้งสี่ขึ้นนั่งบนที่นั่งหลังนกเพื่ออ่านคัมภีร์บนนกนั้นด้วย กระบวนแห่ศพจะนำเชือกหนังอย่างดีผูกมัดเป็นฐานนกซึ่งทำเป็นตะเฆ่ใหญ่ 3 เส้น แล้วจัดคนเข้าแถวตามเส้นเชือกนั้นเป็น 3 แถว กระบวนสุดท้าย คือ ต้นแถวจะมีคนหามฆ้องใหญ่ตีให้สัญญาณนำหน้า แถวถัดมาเป็นกระบวนพิณพาทย์เครื่องประโคมแห่ มีคนถือธงสามหางและธงช่อ ธงชัย กระบวนหอก กระบวนดาบ กระบวนช้าง กระบวนเครื่องยศของผู้ตายแล้วจึงถึงกระบวนชักลากด้วยเชือกสามสายดังกล่าว เมื่อได้สัญญาณแล้วก็จะพร้อมกันดึงนกให้เคลื่อนที่แห่ไปตามถนนจนถึงวัด กระบวนท้ายคือกระบวนผู้ที่จะใช้ท่อนไม้งัดตะเฆ่นกใหญ่หากติดขัด ในการแห่นกใหญ่จะมีคนมาร่วมกระบวนมาก เรียกว่า พร้อมกันทั้งเมืองเลยทีเดียว เพราะถือว่าเป็นการแสดงความเคารพรักแก่ผู้ตายในครั้งสุดท้าย แม้แต่เจ้านายที่เป็นญาติกันที่อยู่เมืองอื่นก็มาร่วมงานด้วย ประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ ถือเป็นงานใหญ่ เจ้าภาพจึงต้องจัดโรงทานไว้ตลอดงาน
สำหรับพิธีฆ่านก ถือตามตำนานว่าผู้ฆ่านกจะต้องสืบสกุลจากเจ้านางสีดา ผู้ฆ่านกในสมัยโบราณ ซึ่งมีการสืบทอดเชื้อสายกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทายาทคนล่าสุด คือ นางสมวาสนา รัศมี อายุประมาณ 60 ปี เพิ่งได้รับการลง (ทรง)เจ้านางสีดา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2535

          เจ้าภาพมอบให้ผู้มีเชื้อสายเจ้านาย คือ อัญญาชาย 2 คน หญิง 2 คน เชิญผู้ฆ่านกไปฆ่านก เมื่อคนทรงได้รับเชิญแล้วจะเข้าประทับทรงเชิญเจ้านางสีดามารับเชิญ และเรียกค่าบูชาครูก่อนทำพิธีฆ่านกเรียกว่า คายหน้า ค่าบูชาครูมีดังนี้ เงินสด 12 ตำลึง คายเชิญ 1,000 บาท เครื่องแต่งตัว เป็นเครื่องทองรูปพรรณหนัก 10 บาท (ยืมมาเป็นพิธี เสร็จแล้วส่งคืน) ศีรษะสุกรพร้อมขาหางต้มแล้ว 1 ชุด ไก่ต้ม พร้อมเครื่องใน 4 ตัว พาหวาน (ขนมหวาน) 1 พา (ถาด) มะพร้าวอ่อนผ่าแล้ว 4 ลูก กล้วยน้ำว้า 4 หวี สุรา 2 ไห บายศรี 7 ชั้น พิณพาทย์กลองยาว 1 ชุด แคนและคนเป่า 1 คน ฉิ่งและคนตี 1 คน ผู้ไปเชิญเชื้อสายอัญญาสี่ ชาย 4 คน หญิง 2 คน เสลี่ยงทรงแม่นางสีดาพร้อมคนหาม 11 คน
เมื่อคนทรงทำพิธีบวงสรวงในตอนเช้าก่อนเที่ยงแล้วก็เข้าประทับทรง แล้วทรงเครื่อง สวมหมวก ถือศร แล้วร่ายรำไปขึ้นเสลี่ยงเข้ากระบวนแห่ไปบริเวณงานศพที่มีนกใหญ่หรือนกสักกะไดลิงค์ ตั้งอยู่โดยมีคนขึ้นสัปทนแดงให้ มีทหารถือหอกง้าวแห่พร้อมกล้วย อ้อย และบริวารตามไปเป็นแถว เมื่อไปถึงบริเวณงานกระบวนนางทรงฆ่านกก็จะแห่ไปรอบๆ นก และทำท่าล่อหลอกนก ฝ่ายนกเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ไปถึงก็จะยกงวงร้องเสียงดังและกลอกตา กระพือปีก แกว่งหู หันหน้าเข้าใส่คนฆ่านกประหนึ่งต่อสู้กัน  ฝ่ายข้างนางทรงผู้ฆ่านกพอได้จังหวะก็แผลงศรใส่นกเมื่อศรปักอกนก คนอยู่ข้างในร่างนก ก็จะเทน้ำสีแดงที่เตรียมไว้ออกมาตามรูลูกศรประหนึ่งนกหลั่งเลือด เมื่อนกถูกลูกศรก็จะดิ้นรนจนเงียบไป งวงตก ตาหลับ เป็นสัญญาณว่านกตาย ช่างนกก็จะนำผ้าขาวมามัดส่วนหัวนก แล้วหันหน้านกไปทางที่ศพตั้งอยู่เป็นอันเสร็จพิธีฆ่านก แล้วเตรียมการเผาศพ ก่อนมีพิธีฆ่านก เจ้าภาพจะจัดพิธีทอดผ้าทางศาสนาเสียก่อน
หลังจากเผานกและเมรุแล้ว คืนนั้นจะมีมหรสพสมโภชอัฐิไปด้วย รุ่งเช้าเก็บอัฐิและอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย แล้วนำอัฐิไปก่อธาตุบรรจุต่อไป เป็นอันเสร็จพิธีทำศพแบบนกหัสดีลิงค์


การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ

Princess Maha Chakri Sirindhorn’ s Cup Tour of Thailand 2010
วันที่ 1 - 6 เมษายน 2553
สถานที่ เส้นทาง จังหวัดอุบลราชธานี-มุกดาหาร-นครพนม

การจัดการแข่งขันจักรยานทางไกล “ปริ้นเซส มหาจักรีสิรินธรคัพ ทัวร์ออฟไทยแลนด์ 2010 ” เทอดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี อย่างยิ่งใหญ่  ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 55 พรรษา ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายน 2553 เส้นทางอุบลราชธานี – มุกดาหาร – นครพนม ซึ่งมีชาวต่างชาติตอบรับเข้าร่วมกว่า 25 ทีม

โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จะทรงเจริญพระชนมายุ 55 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2553 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงพระเมตตาสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยฯ อย่างหาที่สุดมิได้ คณะกรรมการบริหาร ดยพลอากาศเอก ชนินทร์ จันทรุเบกษา นายกสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยฯ จึงมีมติให้จัดการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ปริ้นเซส มหาจักรีสิรินธรคัพ ทัวร์ออฟไทยแลนด์2010” ขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ที่ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ มาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งสมาคมจักรยานฯ ได้กำหนดจัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี ละในปฏิทินของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ ใช้ชื่อว่า “Princess Maha Chakri Sirindhorn’s Cup Tour of Thailand 2010” เป็นรายการที่บรรจุไว้ในเอเชียทัวร์ มีทีมชั้นนำจากทั่วโลกเดินทางมาแข่งขัน ซึ่งเรากำหนดไว้ประมาณ 25 ทีม มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันกว่า 200 คน ถือได้ว่าเป็นรายการใหญ่ในแถบเอเชีย  ซึ่งทัวร์ของเรากับทัวร์ลังกาวีเริ่มจะใกล้เคียงกันจะห่างกันนิดหน่อยในเรื่องของการถ่ายทอดสดทาง ESPN โดยทัวร์ลังกาวี มีการถ่ายทอด แต่ของเรายังไม่มี ในอนาคตกำลังติดต่อ และดำเนินการอยู่ หากสามารถดำเนินการได้ในปีนี้ ก็จะรีบดำเนินการ แต่ยังขาดในเรื่องงบประมาณ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก ส่วนมาตรฐานการจัดนั้นใกล้เคียงกัน แต่จะต่างกันอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเงินรางวัลเท่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2010, 04:52:17 PM โดย Thailand Holiday Club » บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 11:10:46 PM »

ตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยว

ท่องเที่ยวหน้าฝน อุบลราชธานี - ศรีสะเกษ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติอีสานตอนล่าง
 
         ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 (อุบลราชธานี) ขอเชิญท่านมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของภาคอีสานตอนล่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แสนมหัศจรรย์ซึ่งสัมผัสได้เฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น  

1 น้ำตกแสงจันทร์ Unseen Thailand ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม
       น้ำตกแสงจันทร์หรือน้ำตกรู มีลักษณะเป็นธารน้ำที่ไหลลอดตกลงมาจากรูเหนือเพิงถ้ำหิน มองดูคล้ายแสงจันทร์สาดส่องลงมาสู่โลก ความงดงามมหัศจรรย์ของน้ำตกรูทำให้ได้รับเลือกเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand และถูกนำไปเป็นฉากในภาพยนตร์โฆษณาสุรารีเจนซี่ในชุดสุวรรณภูมิ  

      น้ำตกแสงจันทร์  ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งนาเมือง  ต.นาโพธิ์กลาง  อ.โขงเจียม  ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม  ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 145 กิโลเมตร สามารถท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอื่นๆอีกมากมาย เช่น ผาแต้ม โขงเจียม แก่งตะนะ น้ำตกรากไทร เขื่อนสิรินธร ตลาดชายแดนช่องเม็ก และแก่งสะพือ เป็นต้น

2 น้ำตกรากไทร ม่านน้ำธรรมชาติริมแก่งตะนะ
          เป็นน้ำตกที่ไหลตามรากไทรที่ย้อยลงมาตามหน้าผาริมแม่น้ำมูล มองดูคล้ายม่านมู่ลี่ไหลลงสู่พื้นหิน กระจายเป็นละอองงดงามน่าอัศจรรย์
           น้ำตกรากไทรเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้นเพียง 500 เมตรริมแม่น้ำมูลของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งนอกจากจะได้ชื่นชมม่านน้ำธรรมชาติแล้วยังสามารถชื่นชมพืชพรรณ ประเภทมอส ไลเคนและเฟิร์นแบบครบวงจร และร่องรอยอารยธรรมขอมยุคพุทธศตวรรษที่ 12 บริเวณถ้ำพระ ซึ่งตั้งอยู่บนปลายเส้นทาง นับเป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะสั้นที่มีจุดท่องเที่ยวครบถ้วน
           อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 85 กม. บนเส้นทางท่องเที่ยวสายหลักของจังหวัดที่สามารถท่องเที่ยวเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย

3 น้ำตกห้วยหลวง น้ำตกใหญ่และงามที่สุดในภาคอีสานตอนล่าง
          น้ำตกห้วยหลวงหรือน้ำตกบักเตว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่กลางป่าสมบูรณ์ไหลตกจากหน้าผาสูง 45 เมตร ลงสู่แอ่งน้ำสีเขียวมรกตที่มีหาดทรายขาวโอบล้อม ถือได้ว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และงดงามที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง
          น้ำตกห้วยหลวงตั้งอยู่ที่อุทยานห่งชาติภูจองนายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 130กม.
 
4 . อาบเมฆที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
         ผามออีแดง เป็นหน้าผาสูง 500 เมตร ที่แบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา และเป็นประตูสู่ปราสาทเขาพระวิหาร ณ หน้าผาแห่งนี้ นอกจากจะเป็นจุดชมทิวทัศน์แผ่นดินเขมรต่ำและเป็นจุดที่ปรากฏรอยภาพแกะสลักหินโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จนกลายเป็นแหล่ง Unseen Thailand แล้วในช่วงฤดูฝนจะปรากฏทะเลเมฆที่ไหลมาจากที่ราบแผ่นดินเขมรต่ำมาปะทะหน้าผาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ไปเยือนผามออีแดงในฤดูนี้จะได้มีโอกาสอาบเมฆอย่างแสนประทับใจ
          อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร  ตั้งอยู่ในเขต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ห่างจากทั้งจังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในระยะทางที่ใกล้เคียงกันคือ ประมาณ 98 กม.

5. “กุ้งเดินขบวน” : ธรรมชาติมหัศจรรย์ที่สามเหลี่ยมมรกต
  
           ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนกันยายน ณ ผืนป่าสมบูรณ์ปลายล่างสุดของภาคอีสานในเขตอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งอยู่ใกล้รอยต่อเขตแดน 3 ประเทศ คือ ไทย ลาวและกัมพูชาหรือที่รู้จักกันดีในนาม “สามเหลี่ยมมรกต”    จะปรากฏเหตุการณ์ที่แสนมหัศจรรย์เมื่อบรรดากุ้งน้ำจืดนับล้านๆตัวต่างพากันพร้อมใจเดินพาเหรดผ่าน ลานหินเลียบแก่งน้ำมุ่งหน้าสู่ยอดเขาสูงแห่งสามเหลี่ยมมรกตปรากฏการณ์ “กุ้งเดินขบวน” เกิดขึ้นที่แก่งลำดวน บริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี อ.น้ำยืน โดยจะเดินขบวนในช่วงกลางคืนหลังฝนตกหนักหรือสายน้ำในแก่งลำดวนมีความเชี่ยวกราก นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

            แก่งลำดวน อยู่ห่างจากตัวอำเภอน้ำยืน 16  กม. และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 160 กม. สามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับน้ำตกห้วยหลวงได้สะดวก
           ติดต่อสอบถาม ได้ที่ ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน โทร. 0 4537 1089 , 0 4537 1442  สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี  โทร. 0 5491 9848, 0 9286 0935

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tatubon.org


แนะนำเส้นทางเที่ยวอุบล

          จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอีสานตอนล่างที่มีแหล่งท่องเที่ยวและบริการด้านท่องเที่ยวพร้อมมูล และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และกัมพูชาได้  

          ททท. ขอแนะนำรายการท่องเที่ยว สำหรับท่านที่กำลังมองหาที่เที่ยวช่วงวันหยุด โดยมีจุดเริ่มต้นที่อุบลราชธานี นักท่องเที่ยวสามารถขอคำแนะนำการเดินทางได้ที่ ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 (อุบลราชธานี) ได้ทุกวัน โทร. 0 4524 3770, 0 4525 0714 เว็บไซต์ www.tatubon.org
 
เที่ยวอุบล 2 วัน 1 คืน  ศูนย์ศิลปาชีพ-วัดหนองป่าพง-โขงเจียม-ช่องเม็ก
เดินทางโดยเครื่องบิน / รถเช่า


วันแรก
06.20 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร โดยทางเครื่องบิน
07.30 น. เดินทางถึง จ.อุบลราชธานี รับประทานอาหารเช้า (ก๋วยจั๊บ ไข่กระทะ เวียดนาม)
08.30 น. ออกเดินทางไปชมธรรมาสน์สิงห์เทินปราสาทที่วัดศรีนวล อ.เขื่องใน
09.00 น. ถึงวัดศรีนวลชมธรรมมาส์สิงห์ศิลปะไทย-ญวน
09.40 น. ออกเดินทางไปชมขั้นตอนการเลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้าไหมกาบบัว ผ้าไหมมัดหมี่ และชมหัตถกรรมพื้นบ้านการเกษตรผสมผสาน ที่ศูนย์ศิลปาชีบ้านยางน้อย อ.เขื่องใน
10.30 น. ออกเดินทางไป บ้านปะอาวชมการทำเครื่องทองเหลืองแบบดั้งเดิม ชมการย้อมผ้าไหมสีธรรมชาติ เลือกซื้อผ้าไหม/ผ้าฝ้าย และหัตถกรรมเครื่องทองเหลือง
11.30 น. ออกเดินทาง รับประทานอาหารพื้นเมือง ที่อุบลฯ
13.00 น. ออกเดินทางไปวัดหนองป่าพง นมัสการอัฐิหลวงปู่ชา และชมพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ชา สุภัทโท
14.00 น. เดินทางไปอ.พิบูลมังสาหาร ชมการทำฆ้องทองเหลือง กลองเพล ที่บ้านทรายมูล
15.00 น. เดินทางไปอ.โขงเจียม
15.30 น. ล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ และชมจุดบรรจบของสองสายน้ำมูล/น้ำโขง (แม่น้ำสองสี)
17.00 น. เข้าที่พัก Boutique Hotel ในอ.โขงเจียม รับประทานอาหารเย็น และพักผ่อน

วันที่สอง
05.00 น. เดินทางไปชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม และชมชมศิลปะถ้ำที่มีภาพเขียนสีที่ยาวที่สุดในสยาม อายุกว่า 4,000 ปี ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม
08.00 น. เดินทางกลับอ.โขงเจียม รับประทานอาหารเช้า
09.00 น. ออกเดินทางไปอ.สิรินธร
09.20 น. ถึงด่านพรหมแดนช่องเม็ก เลือกซื้อสินค้าจากร้านปลอดภาษี และชมตลาดพื้นเมืองของ สปป.ลาว
11.00 น. ออกเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่เขื่อนสิรินธร ชมสนามกอล์ฟ
14.00 น. เดินทางไปจ.อุบลราชธานี
14.00 น. นมัสการร่างหลวงปู่บุญมีซึ่งอยู่ในโลงแก้ว และชมพระอุโบสถที่สร้างบนเรือสุพรรณหงส์ ตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิค
15.00 น. ซ๊อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง และเดินทางกลับกรุงเทพฯ

เส้นทางสายเกจิอีสาน เที่ยว 2 วัน 1 คืน อุบลราชธานี - อำนาจเจริญ - มุกดาหาร
เดินทางโดยเครื่องบิน / รถเช่า


วันแรก
เช้า เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ถึงจ.อุบลราชธานี รับประทานอาหารเช้า (ก๋วยจั๊บ ไข่กระทะ เวียดนาม)
เดินทางไปจ.อำนาจเจริญ นมัสการพระมงคลมิ่งเมืองที่พุทธอุทยานเพื่อเป็นมงคลชีวิต เดินทางไป วัดถ้ำแสงเพชร สัมผัสธรรมชาติและสถานที่ที่หลวงปู่ชามานั่งวิปัสนา
รับประทานอาหารกลางวันที่ จ.อำนาจเจริญ
บ่าย เดินทางไปนมัสการอัฐิหลวงปู่หล้า เขมปัตโต ที่วัดบรรพตคีรี ต.หนองสูง อ.คำชะอี และ
เดินทางไปนมัสการหลวงปู่จาม จากนั้นเดินทางผ่านหมู่บ้านหัตถกรรมสานตระกร้าอ.นิคมคำสร้อย
และเดินทางต่อไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร ซ๊อปปิ้งสินค้าที่ตลาดอินโดจีน และ
เข้าที่พัก
 
วันที่สอง
เช้า เดินทางจากที่พักถึงวัดศรีมงคลใต้ วัดที่เคารพศรัทธาของชาวไทย-ลาว ริมแม่น้ำโขง ,
ชมหอแก้วมุกดาหาร ซึ่งเป็นที่รวบรวมศิลปะพื้นบ้านสี่เผ่าไทยมุกดาหาร ชมทัศนียภาพเมืองมุกดาหาร
เดินทางไปอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ชมประติมากรรมหิน และ
รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย เดินทางเลียบแม่น้ำโขงผ่าน อ.ดอนตาล อ.ชานุมาน อ.เขมราฐ นมัสการพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ วัดปากแซง
และเดินทางไปบ้านสองคอน ชมทัศนียภาพหาดสลึง และล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวบ้านสองคอนในการตักปลา จากแม่น้ำโขง ชมปากบ้อง จุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง 56 เมตร ชมมหัศจรรย์สามพันโบก (หาดสลึงและสามพันโบกเหมาะแก่การมาเที่ยวชมเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง)
เดินทางกลับจ.อุบลราชธานี

เส้นทางตามรอยอารยธรรมขอม (อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ) 1 วัน
เดินทางโดยรถเช่า
เช้า ออกเดินทางจากจ.อุบลราชธานีไปยัง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ชมปราสาทโดนตรวล
ชมภาพแกะสลักขอมโบราณที่บริเวณผามออีแดง
ชมปราสาทเขาพระวิหาร
รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย เดินทางไปชมเกษตรปลอดสารพิษ ที่ชุมชนศรีษะอโศก
ชมประติมากรรมที่สร้างจากขวดรีไซเคิล ที่วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)
เดินทางกลับจ.อุบลฯ

สู่อินโดจีน มหานทีสี่พันดอน 3 วัน 2 คืน
ติดต่อบริษัทนำเที่ยวในอุบลราชธานี

วันแรก
ออกเดินทางจากอุบลราชธานีไปยังด่านชายแดนไทย-ลาว ที่ช่องเม็ก พิธีการผ่านแดนเข้าสู่ประเทศลาว
เดินทางไป น้ำตกตาดผาส้วม สัมผัสธรรมชาติ และชมความงามของน้ำตก ชมวิถีชีวิตหลากหลายของชนเผ่า
รับประทานอาหารกลางวัน
ออกเดินทางไปเมืองจำปาสัก ชมปราสาทขอมที่วัดพู ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การ UNESCO
พักค้างคืนที่เมืองปากเซ

วันที่สอง
ออกเดินทางตามเส้นทางหมายเลข 13 ไปท่าเรือบ้านเพียงดี และนั่งเรือหางยาวไปชมน้ำตกหลี่ผี บนเกาะ ดอน ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน
เดินทางต่อไปยังน้ำตกคอนพะเพ็ง ที่ได้สมญานามว่า “ไนแองการ่าแห่งเอเชีย”
เดินทางกลับตัวเมืองปากเซ ซ๊อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง
เดินทางสู่ประเทศไทยที่ด่านชายแดนช่องเม็ก เข้าที่พักอ.โขงเจียม บูติครีสอร์ท

วันที่สาม
ออกเดินทางไปรับตะวันใหม่ก่อนใครในสยามที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ชมภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์
รับประทานอาหารเช้าที่ อ.โขงเจียม
เดินทางต่อไปยัง อ.พิบูลมังสาหาร ชมการทำฆ้องทองเหลือง กลองเพลง
เดินทางไปนมัสการอัฐิหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ
รับประทานอาหารกลางวันที่ริมแก่งสะพือ
บ่ายเดินทางเข้าสู่จ.อุบลราชธานี ไปวัดหนองป่าพง นมัสการอัฐิหลวงปู่ชา
เดินทางไปชมตัวเมือง อุบลราชธานี ซื้อสินค้าที่ระลึก
เดินทางกลับภูมิลำเนา

หมายเหตุ การเดินทาง เข้าไปท่องเที่ยวในประเทศลาว ผ่านด่านช่องเม็กนั้น ในส่วนของชาวต่างประเทศ จะต้องใช้หนังสือเดินทางที่มีวีซ่าลาว สำหรับคนไทย ใช้ใบอนุญาตผ่านแดนที่ขอจากสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2010, 04:52:33 PM โดย Thailand Holiday Club » บันทึกการเข้า
Thailand Holiday Club
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665


« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 11:11:12 PM »

มุม Download

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดทำข้อมูลจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง 76 จังหวัด ทั่วประเทศไทย เพื่อเผยแพร่แก่ผู้สนใจทั่วไป เป็นข้อมูลเพื่อการค้นคว้า และอ้างอิงแก่นักเรียน นักศึกษา ข้อมูลทั้งหมดนี้ ท่านสามารถ download ได้ในรูปแบบเอกสาร MS-Word (.doc) หากท่านต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถ ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในแต่ละภูมิภาค

ดาวน์โหลดข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดอุบลราชธานี

ดาวน์โหลดข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวก จังหวัดอุบลราชธานี
บันทึกการเข้า
stitchyfuse
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2014, 01:47:31 PM »

 :oแหล่งท่องเที่ยวอุบลอย่างผาชัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอุบลที่สวยงามมาก

 Cool
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: