หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ล่องเรือไหว้พระ ๙ วัดกับห้องอาหารยกยอ  (อ่าน 23016 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« เมื่อ: กันยายน 16, 2009, 05:08:32 pm »

ช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมารู้สึกว่ามีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกันตัวเองบ่อยๆ ก็ไม่รู้จะหันไปทางได้ Lipsrsealed
และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็มีโอกาสดีๆเข้ามาโดยการชักชวนของพี่สาว พี่ชาย และเจ้านายที่แสนดี พร้อมกับเพื่อนอีกคน (สงสัยชาติหน้าก็หนีกันไม่พ้น 555)
ชวนให้ไปล่องเรือไหว้พระ ๙ วัด กับห้องอาหารยกยอ
จำได้ว่ามีอยู่ปีนึงน่าจะเป็นปี 2000 ปีที่เค้าฮิตๆกัน ก็ได้ไปมาแต่ไปกันเองกับเพื่อนนั่งรถ ลงเรือ เดินวิ่ง โอ๊ย...ทุกอย่างเหนื่อยจิง แต่ก็นะทำบุณคร้าบ ไปด้วยใจ
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับที่ไปครั้งนี้มันช่างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย ครั้งนี้ chill มากๆ ตื่นเช้าเดินเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนขึ้นเรือ
บนมีอาหารว่างให้ทาน มีวิทยากรมาให้ความรู้ แถมตอนท้ายก่อนกลับบ้านทางห้องอาหารยกยอยังแจกของติดไม้ติดมือกลับบ้านให้ทุกคนอีกด้วย สุดยอดไม๊ละ
เราออกเดินทางจากท่าเรือใต้สะพานพระปิ่นเกล้าตอนประมาณ 8 โมงเช้าตามกำหนดการขอห้องอาหารยกยอ
(ถ้าใครอยากทราบรายละเอียดของการไหว้พระ ๙ วัดกับห้องอาหารยกยอก็ดูตาม link นี้เลยนะคร้าบ http://www.yokyor.co.th/yokyor/promotion-tour9temple.html )

มาเริ่มดูบรรยากาศรอบๆ ชมบรรยากาศข้างทางริมแม่น้ำเจ้าพระยาและริม 2 ฝั่งคลองกันก่อน  :smiley


* พระราม8_1.jpg (123.12 KB, 500x375 - ดู 5478 ครั้ง.)

* 6.jpg (44.94 KB, 500x281 - ดู 5391 ครั้ง.)

* 3.jpg (80.92 KB, 500x333 - ดู 5366 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 17, 2009, 04:06:29 pm โดย Teay » บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2009, 05:45:42 pm »

มาเริ่มทำบุญไหว้พระกับวันที่ 1 เลยดีก่าคร้าบ
ประวัติความเป็นมาของวัดกัลยาณมิตรพอสังเขปกันนิดนึงนะคร้าบ
เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ สร้างเป็นวัดขึ้นและน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า
หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกชื่อแบบจีนว่า ซำปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย
หน้าวิหารหลวงเป็นหอระฆังที่เพิ่งสร้างใหม่ เก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 
ความเชื่อของการมาไหว้วัดนี้ เค้าเชื่อกันว่าจะช่วยส่งเสริมให้มีเพื่อน บริวาร ผู้คนรักใคร่ จะมีมิตรที่ดีคอยช่วยเหลือ...


* 1.jpg (107.85 KB, 500x300 - ดู 5376 ครั้ง.)

* 11.jpg (115.91 KB, 500x300 - ดู 5368 ครั้ง.)

* 111.jpg (120.11 KB, 300x500 - ดู 949 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 10:33:50 am »

ต่อมาวัดที่ 2 เรามากันที่วัดอรุณราชวราราม นั่งเรือต่อจากวัดกัลยาณมิตรไม่ถึง 10 นาทีก็มาถึงและ วัดอรุณฯ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีพระปรางค์ตั้งเด่นเป็นสง่าเป็นที่รู้จักและสังเกตุเห็นได้ง่ายสำหรับผู้คนที่นั่งเรือสัญจรผ่านไปผ่านมา... วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยาว่ากันว่าเดิมเรียกว่า วัดมะกอก
และในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 1 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม” ต่อมามีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่จะเป็นพระประธานวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชธารามหลายรายการ และให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม” จึงใช้ชื่อนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


* 1.jpg (105.29 KB, 300x500 - ดู 932 ครั้ง.)

* 2.jpg (106.96 KB, 300x500 - ดู 927 ครั้ง.)

* 5.jpg (120.37 KB, 500x300 - ดู 5211 ครั้ง.)

* 4.jpg (111.69 KB, 500x300 - ดู 5264 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 11:05:23 am »

หลังจากที่ไหว้พระขอพรเดินดูพระปรางค์องค์ใหญ่แบบใกล้ชิด(ปกตินั่งเรือผ่านเห็นไกลๆ) เสร็จเราก็เดินมาลงเรือของห้องอาหารยกยอเพื่อเดินทางไปไหว้พระต่อในที่วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  หรือที่ทุคกเรียกันติดปากว่าวัดระฆัง นั่นแล สาเหตุที่ได้ชื่อว่าวัดระฆัง ก็สืบเนื่องมาจาก ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้ทางวัดเป็นจำนวน ๕ ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม”

นอกจากนี้ภายในวัดระฆังโฆสิตารามมี หอพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เป็นเรือนไทยแบบแฝดสาม(อันนี้พี่ที่เป็นวิทยากรเค้าบอกมาคร้าบ)ซึ่งเคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี ตอนที่เราเข้าไปชมภายในหอไตรนี้ทางพี่วิทยากรได้นั่งเล่าเรื่องราวของหอไตรและเรื่องราวบนผนังภาพเขียนที่เลือนลางตามกาลเวลา ซึ่งสมาชิกทุกคนในทริปนี้ให้ความสนใจนั่งฟังกันเป็นอย่างดี

ออ.. ความรู้เพิ่มเติมอีกหนึ่งข้อที่ได้ทราบจากวิทยากรเกี่ยวกับพระปรางค์ที่สร้างถูกแบบมากที่สุด คือแบบที่มีอยู่ใน วัดระฆังโฆสิตาราม แห่งนี้
 smiley


* 1.jpg (125.75 KB, 500x300 - ดู 5191 ครั้ง.)

* 2.jpg (117.63 KB, 500x300 - ดู 5187 ครั้ง.)

* 4.jpg (99.69 KB, 500x300 - ดู 5145 ครั้ง.)

* 3.jpg (104.33 KB, 500x300 - ดู 5133 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 11:12:10 am »

มีผู้ใจดีแวะให้อาหารปลาเราเลยถ่ายภาพผู้ใจดีคนนี้ไว้ (หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนน๊า)  ???
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการให้อาหารปลาแบบนี้เป็นวิธีทำบุญที่ถูกต้องหรือเปล่า  Sad
ยังไงก็ขออนุโนธนาบุญด้วยนะคร้าบ สาธุ

อีกรูป คือ รูปของระฆังที่เอามาฝากเดี๋ยวจะหาว่าเรามาไม่ถึงวัดระฆัง 555


* 5.jpg (125.02 KB, 500x300 - ดู 5097 ครั้ง.)

* 6.jpg (123.7 KB, 500x300 - ดู 5092 ครั้ง.)

* 8.jpg (100.53 KB, 300x500 - ดู 935 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 11:41:59 am »

หลังจากที่ท่องเที่ยวนั่งเรือไหว้พระริมแม่น้ำเจ้าพระยากันมา 3 วัด ทางห้องอาหารยกยอพร้อมวิทยากรก็แจ้งให้เราทราบว่า วัดต่อไปเราจะลัดเลาะเข้าคลองกันบ้างเพื่อไปไหว้พระในวัดที่ 4 ปลายทางต่อไปของเราคือ วัดชลอ ขอบอกว่าแอบชอบตำนานการสร้างวัดของวัดนี้มากๆฟังดูแล้วมีความรู้สึกว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เรื่องมีอยู่ว่า

วัดนี้มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ได้ทรงเสด็จทางชลมารคมาตามลำน้ำเจ้าพระยาผ่านจังหวัดนนทบุรีเรื่อยมาทางคลอง “ลัด” ในปัจจุบันเรียกว่า “คลองบางกรวย” พระองค์ทรงเห็นว่า ที่ตรงนี้น่าจะมีการสร้างวัดขึ้นมา   สักวัดหนึ่ง แต่เนื่องจากบริเวณนั้นในอดีตเคยมีเรือสำเภาจากเมืองจีนล่มและจมลง มีลูกเรือล้มตายมาก มีความเชื่อว่าเป็นที่อาถรรพ์ ในระหว่างการก่อสร้างก็มีอุปสรรคนานัปการ จึงทรงเสี่ยงสัตยาธิษฐานกับเทพยดาและมีพระสุบิน(ฝัน) นิมิตไปว่า ชายจีนชรามากราบทูลว่า ต้องสร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภาเพื่อการแก้เคล็ด จึงทรงสร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ทรงพระราชทานนามวัดดังกล่าวว่า "วัดชลอ" วัดชลอถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาโดยตลอดเพิ่งจะมีพระภิกษุมาจำพรรษาในรัชกาลที่ 3 หรือ รัชกาลที่ 4   สิ่งที่น่าชมในวัดนี้คือ โบสถ์เรือหงส์ใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2526 โดยหลวงพ่อวัดชลอหรือท่านพระครูนนทปัญญาวิมล ได้เล่าถึงนิมิตรเห็นเรือหงส์ลอยมาอยู่หน้าโบสถ์หลังเก่า (โบสถ์ที่มีลักษณะเหมือนเรือสำเภา) จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้าง


* 1.jpg (109.93 KB, 500x300 - ดู 5037 ครั้ง.)

* 3.jpg (109.66 KB, 500x281 - ดู 4975 ครั้ง.)

* 4.jpg (122.58 KB, 300x533 - ดู 921 ครั้ง.)

* 5.jpg (95.5 KB, 300x533 - ดู 926 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 01:31:26 pm »

ก่อนที่เราจะไปแวะทานอาหารกันที่ห้องอาหารยกยอในมื้อเที่ยง เราต้องแวะมาวัดที่ 5 กันก่อนคือ วัดบางอ้อยช้าง สร้งขึ้นเมื่อปี 2304 ในสมัยอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ พระประธาน(หลวงพ่อใหญ่) พระพทธรูปยืนปางลีลา รอยพระพุทธบาทจำลอง ในอดีตชาวบ้านบริเวณนี้มีอาชีพปลูกอ้อยเพื่อเลี้ยงช้างของกองทัพกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นที่มาของชื่อวัดนี้ว่าบางอ้อยช้าง เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 เสด็จมาทอดกฐินได้พระราชานภาพของพระองค์ให้ทางวัดเก็บไว้ด้วย นอกจากความเป็นมาของวัดนี้

ที่นี่มี พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง ที่ทำการจัดเก็บรักษาสมบัติ วัตถุโบราณของชาติ ศาสนา ที่มีอยู่ในวัดอย่างถูกวิธี และเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชุมชนที่มีอายุสืบทอดมากว่า ๕๐๐ - ๖๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และวัดที่มีอายุถึง ๒๕๐ ปีในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ที่สำคัญอีกอย่างที่อยู่กับวัดนี้คือ มีร้านขนมไทย ที่มีชื่อว่า "ขนมไทนณิชยา เฉลิมพระเกียรติ" เป็นการรวมตัวของคนในชุมชน ขนมในชุมชนวัดบางอ้อยช้างนั้น มีชื่อเสียงอย่างมาก ในเรื่องรสชาติความอร่อย และความเป็นสูตรต้นตำรับจากภูมิปัญญา ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี โดยมีทั้งขนมไทยโบราณนานาชนิด
ผู้ร่วมทริปเกือบทุกคนซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันรวมทั้งกลุ่มของเราด้วย (อร่อยจริงๆคร้าบ)
 Cheesy


* 2.jpg (105.78 KB, 300x500 - ดู 916 ครั้ง.)

* 6.jpg (101.46 KB, 500x300 - ดู 4961 ครั้ง.)

* 4.jpg (116.94 KB, 500x300 - ดู 4927 ครั้ง.)

* 7.jpg (105.92 KB, 500x300 - ดู 4926 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 17, 2009, 01:33:57 pm โดย Teay » บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 01:43:15 pm »

ผ่านพ้นไปกับ 5 วัดในตอนเช้าแล้วนะคร้าบ ต่อไปถึงเวลาที่ใครหลายๆคนรอคอย รวมถึงพวกเราด้วย คือ เวาแห่งการกิน กิน กิน เราจะแวะทานอาหารที่ห้องอาหารยกยอกัน ขึ้นเรือเพื่อจะเข้าไปห้องอาหารก็มีเจ้าหน้าที่ของห้องอาหารยกยอคอยบริการผ้าเย็น เพื่อให้เราเช็ดหน้าให้หายเหนื่อย เพื่อจะได้ทานอาหารอย่างมีความสุข
ทางห้องอาหารยกยอจัดอาหารไว้แบบบุฟเฟ่ มีอาหารทั้งคาว หวาน เครื่องดื่ม พร้อม
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 02:02:33 pm »

หลังจากทานอาหารที่ห้องอาหารยกยอเสร็จเรียบร้อย ประมาณบ่ายโมงครึ่ง เราก็ออกเดินทางกันต่อเพื่อไปไหว้พระวัดที่ 6 ต่อไป
เรายังลัดเลาะไปตามคลอง ชมวิธีชีวิตริมแม่น้ำ นั่งไปประมาณ 20 นาที ก็เดินทางมาถึง วัดภาวนาภิรตาราม
หน้าวัดก่อนเดินเข้าตัวโบสถ์มี ต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ เดินเข้าพระอุโบสถ มีจิตรกรรมฝาผนังเขียนโดยช่างฝีมือท้องถิ่นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องทศชาติ ในแต่ละภาพจะสอดแทรกชีวิตประจำวันของชาวบ้าน รถเจ๊ก ศาลเจ้าและทหารในเครื่องแบบชาวตะวันตก ซึ่งเสมือนเป็นภาพที่บันทึกประวัติศาสตร์ของยุคได้เป็นอย่างดี เทคนิคการเขียนภาพได้รับมาจากตะวันตก โดยการระบายสีที่เกิดเป็นมิติในภาพ


* 2.jpg (125.94 KB, 500x333 - ดู 4856 ครั้ง.)

* 1.jpg (112.46 KB, 500x333 - ดู 4861 ครั้ง.)

* 4.jpg (106.32 KB, 500x333 - ดู 4849 ครั้ง.)

* IMG_4552.jpg (113.45 KB, 500x333 - ดู 4835 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 02:13:43 pm »

ต่อมาเป็นวัดที่ 7 แล้วนะคร้าบ นั่งเรือประมาณ 15 นาที่ก็มาถึง วัดอินทาราม เป็นวัดเก่ามีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อไรและใครเป็นผู้สร้าง แต่ต่อมาพระเจ้าตากสินมหาราชกลับทรงพอพระราชหฤทัย มีพระราชศรัทธาทรงสถาปนาบูรณะปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งอาราม เป็นต้นว่า ขยายที่ดินเป็นธรณีสงฆ์ให้กว้างขวางกว่าเดิมขุดคูวัด บูรณะวัดพระอุโบสถ
พระวิหาร พระเจดีย์ และสร้างเสนาสนะ แล้วทรงสถาปนาขึ้นเป็น อารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ส่วนพระอุโบสถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างเมื่อครั้งปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เดิมไม่มีหน้าต่าง แต่พระทักษินคณิสร (สาย)อดีตเจ้าอาวาสได้เจาะผนังทำหน้าต่าง ปัจจุบันเป็นพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทางด้านหน้า
พระอุโบสถเก่ามี พระบรมรูปทรงม้าถือดาบของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขนาดกว้าง17.90 เมตร ยาว 28.60 เมต ไว้ให้ผู้ที่มาแวะสักการะกันด้วย


* 2.jpg (106.19 KB, 500x281 - ดู 4790 ครั้ง.)

* 1.jpg (78.66 KB, 500x281 - ดู 4753 ครั้ง.)

* 3.jpg (117.61 KB, 300x450 - ดู 941 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 03:02:02 pm »

เดินทางมาเกือบถึงวัดสุดท้ายแล้วคร้าบ วัดนี้เป็นวัดที่ 8 คือ วัดประดู่ฉิมพลี ผู้สร้างวัดคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมหาพิชัยญาติ (ดั่น บุนนาค) ใยสมัยรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ.2367 แล้วเสร็จต้นสมัยรัชกาลที่ 4 ตรงกับ พ.ศ. 2374 อันวัดประดู่ฉิมพลีนี้เดิมเรียกว่า วัดสิมพลี เดี่ยวนี้ชาวบ้านเรียกว่า วัดประดู่ฉิมพลี คู่กับวัดประดู่ในทรงธรรม จะเป็นวัดที่มีมาแต่เดิมหรือไรไม่ทราบได้ สมเด็จพระเจ้ายาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัต บุนนาค) แต่ครั้งยังเป็นพระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา จางวางพระคลังสินค้า ได้สถาปนาขึ้นเมื่อปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาสำเร็จสมบูรณ์เอาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
นอกจาประวัติที่น่าสนใจของวัดนี้สิ่งนึงที่เป็นที่ทำให้รู้จักวัดนี้ คือ หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ หลวงปู่ท่านเป็นผู้เยี่ยมด้วยความสะอาด แห่งความประพฤติทั้งทางกาย วาจา ใจ และเยี่ยมด้วยจิตซึ่งทรงไว้ด้วยคุณธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และ วิมุตติญาณทัศนะตามลำดับ เป็นลูกศิษย์พระตถาคตผู้งกงามด้วยความประพฤติทั้งภายนอก และภายในไม่มีที่ติ มีความองอาจกล้าหาญต่อการละชั่ว ทำดี ดำเนินตามรอยบาทวิถีที่พระศาสดาพาดำเนิน เป็นผู้ซื่อตรงต่อตนเอง และต่อพระธรรมวินัย ดังนั้นทำให้ผู้คนเลื่อมใสศรัทธากันเป็นจำนวนมาก
เราอยู่วัดนี้ทำสังฆทาน กรวดน้ำทำบุญร่วมกัน จากนั้นก็เดินทางออกเพื่อไปวัดสุดท้าย


* 3.jpg (82.63 KB, 300x450 - ดู 908 ครั้ง.)

* 2.jpg (107.85 KB, 500x333 - ดู 4768 ครั้ง.)

* 1.jpg (113.64 KB, 500x333 - ดู 4727 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Teay
นักเดินทางระดับ Beginner

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 17, 2009, 03:26:36 pm »

และแล้วก็เดินทางมาถึงวัดสุดท้ายกันแล้ว เดินจากจากวัดประดู่ฉิมพลีไม่ถึง 5 นาที แค่กลับเรือเท่านั้นเองก็ถึงและ
วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ ณ ที่ราบลุ่มบางกอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ริมคลองหลวงหรือ คลองบางกอกใหญ่ อันเป็นลำแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ก่อนที่จะมีการขุดคลองลัดหน้าวัดอรุณราชวรารามและกลายเป็นลำแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน เนื่องจากวัดตั้งอยู่บริเวณปากคลองด่านที่แยกไปจากคลองบางหลวงอีกทีหนึ่ง ชื่อของวัดจึงถูกเรียกขานตามตำบลที่ตั้งว่า วัดปากน้ำ ซึ่งชื่อนี้มีปรากฏเรียกใช้ในจดหมายเหตุโบราณหลายฉบับ แต่ได้พบชื่อของวัดที่แปลกออกไปในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2453 และ พ.ศ. 2474 ว่า วัดสมุทธาราม แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียกขานกันอย่างนั้น คงเรียกว่า วัดปากน้ำ มาโดยตลอด
ด้านบนมีหุ่นขี้ผึ้งของ หลวงพ่อสด เราขึ้นไปสักการะ นั่งสงบใจอยู่ 10 นาทีก็มุ่งหน้าเดินทางกลับมาที่เรือ เพื่อเดินทางกลับที่ท่าเรือใต้สะพานพระปิ่นเกล้า ท่าที่เราเดินทางออกมาในตอนเช้า
 
ต้องขอขอบคุณ พี่สาว พี่ชาย และเจ้านายที่แสนดี พร้อมกับเพื่อนอีกคน ที่หยิบยื่น ทริปดีๆแบบนี้มาให้ หวังว่าคงมีโอกาสได้ไปกันอีกนะคร้าบ
เราเดินทางกลับด้วยความอิ่มบุญและอิ่มท้อง และแอบหวังว่าการเดินทางมาไหว้พระ ๙ ในครั้งนี้จะช่วยส่งผลให้เรื่องร้ายๆบรรเทาลงได้ไม่มาก็น้อย สาธุ


* 1.jpg (109.57 KB, 500x333 - ดู 4730 ครั้ง.)

* 2.jpg (104.64 KB, 500x333 - ดู 4729 ครั้ง.)

* 4.jpg (107.89 KB, 500x333 - ดู 4701 ครั้ง.)

* 3.jpg (108.5 KB, 500x333 - ดู 4733 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
MangMoA
Global Moderator
นักเดินทางระดับ Gold
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 800



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2009, 03:25:27 pm »

คนเอาขนมปังให้ปลานี่ หน้าตาคุ้นๆนะค่ะ อิๆ  D Laughing
บันทึกการเข้า

uncledeng
ผู้ดูแลเว็บไซต์
นักเดินทางระดับ Silver
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 403



« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2009, 09:31:03 am »

คนเอาขนมปังให้ปลานี่ หน้าตาคุ้นๆนะค่ะ อิๆ  D Laughing

 Love Struck Love Struck  Love Struck
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: